MENU
E-M1MarkII-BLK_right_M12-40mmf28-BLK

Olympus OM-D E-M1 mark II

รีวิว Olympus OM-D E-M1 mark II
กล้อง Olympus OM-D E-M1 Mark II กล้องเรือธงลำใหม่ ที่อัดแน่นไปด้วยประสิทธิภาพรองรับการใช้งานระดับมืออาชีพ

E-M1MarkII-BLK_right_M12-40mmf28-BLK

เซ็นเซอร์ 4/3 Live MOS ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล
ขนาด Micro Four Third (17.3 x 13.0 มม.)
ค่าตัวคูณโฟกัส 2x
เมมโมรี่การ์ด SD/SDHC/SDXC 2 ช่อง
ช่องมองภาพ ช่องมองภาพอิเลคโทรนิกส์ ความละเอียด 2.36 ล้านจุด
แบบครอบคลุม 100% พร้อมกำลังขยาย 0.74 เท่า
ความละเอียดวีดีโอ Cinema 4K ที่ 24p, 4K ที่ 30p/25p/24p, Full HD ที่ 60p/50p/30p/25p และ 24p
ช่วงความไวแสง 200-25,600 และขยายได้ถึง 64
จำนวนจุดโฟกัส 121 จุด
ภาพต่อเนื่องสูงสุด 15 fps (AF-S), 10 fps (AF-C)
และ 60 fps ด้วยชัตเตอร์อิเลคโทรนิกส์
จอแสดงผล จอทัชสกรีนแบบปรับก้ม-เงยได้ ขนาด 3 นิ้ว
ความละเอียด 1,040,000 จุด
ความเร็วชัตเตอร์ 1/8,000 วินาที – 60 วินาที
น้ำหนัก 498 กรัม (เฉพาะบอดี้)
มิติ 134.1 x 90.9 x 68.9 มม.
แหล่งพลังงาน แบตเตอร์รี่แบบ Li-Ion รุ่น BLH-1

CSC Olympus OM-D E-M1 mark II > ราคา …. บาท (เฉพาะบอดี้) / … บาท (พร้อมเลนส์) > www. olympusimaging-th.com
Olympus OM-D E-M1 MarkII
กล้อง CSC ตัวท๊อปรุ่นล่าสุดจากตระกูล OM-D ที่อัดแน่นไปด้วยประสิทธิภาพขั้นสูง ตอบสองการใช้งานระดับมืออาชีพได้อย่างเต็มที่

E-M1MarkII-BLK_top_M12-40mmf28-BLK

OM-D E-M1 นั้น ยังคงนั่งแท่นเป็นกล้องตัวท๊อป ให้กับ Olympus เสมอมา เพราะมันเป็นกล้องตัวแรกของบริษัทที่มาพร้อมกับการเริ่มต้นเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างระบบออโต้โฟกัสแบบ Phase-Detection การเอา AA-Filter ออกไปจากเซ็นเซอร์, Focus Peaking และการถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูง อย่างที่ไม่เคยมีกล้องตัวไหนทำมาก่อน
วันเวลาผ่านไป กล้องใหม่ๆ ก็ทยอยเข้าสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ และก็มาพร้อมกับความสามารถพิเศษต่างๆ เหมือนกับที่กล้อง E-M1 เคยมี และได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงปลายปี 2016 ทางบริษัท Olympus ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวกล้องรุ่น OM-D E-M1 MarkII ซึ่งเป็นการอัพเกรดยกเครื่องจากกล้องรุ่น E-M1ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์รุ่นใหม่ที่ความละเอียดสูงขึ้น, ระบบออโต้โฟกัสที่ฉับไว ละเอียดและครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น ระบบกันสั่นประสิทธิภาพสูงในตัวกล้อง และคุณสมบัติในการบันทึกวีดีโอในระดับ 4K ที่กลายมาเป็นมาตรฐานของกล้องในสมัยนี้ไปแล้ว ทั้งหมดนี้ทำให้กล้อง OM-D E-M1 MarkII เป็นกล้องที่โดเด่นเต็มไปด้วยคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมรองรับการใช้งานระดับมืออาชีพโดยเฉพาะ

E-M1MarkII-BLK_right_closeup_M12-40mmf28-BLK

คุณสมบัติที่น่าสนใจ
กล้อง OM-D E-M1 Mark II นั้น เป็นกล้องตัวที่สองของ Olympus ที่ใช้เซ็นเซอร์ความละเอียด 20.4ล้านพิกเซล ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปพร้อมกับกล้องรุ่น Pen-F แต่ได้รับการอัพเกรดประสิทธิภาพให้มีการงานได้ดียิ่งขึ้น โดมีการเกิด noise ที่ลดลง และยังมาพร้อมกับระบบออโต้โฟกัสแบบ 121 จุด ที่กระจายอยู่อย่างครอบคลุมทั่วทั้งภาพอีกด้วย
นอกจากนี้ทาง Olympus ยังได้ทำการยกเครื่อง และปรับปรุงรูปแบบการคำนวณของระบบออโต้โฟกัสขึ้นมาใหม่ อย่าง Dual F.A.S.T. AF (Frequency Acceleration Sensor Technology) ให้สามารถติดตามวัตถุได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งยกระดับความเร็วในการใช้งานออโต้โฟกัสของ E-M1Mark II นี้ ให้มีความรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นกว่าในรุ่น E-M1 ตัวแรกอย่างมาก ซึ่งถ้าหากคุณจำได้ว่า E-M1 ตัวแรกนั้นเร็วและแม่นยำมากขนาดไหน กล้อง E-M1 Mark II ตัวใหม่นี้ยิ่งทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมมากขึ้นไปอีก
ช่องมองภาพของกล้อง E-M1 Mark II นี้ ยังคงมีความละเอียดที่ 2.36 ล้านจุดเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมมานั้นคือความเร็วที่เพิ่มขึ้นเป็น 120fps และการหน่วงเพียง 5 เสี้ยววินาทีเท่านั้น และเพื่อการใช้งานที่เร็วยิ่งขึ้น ทาง Olympus ยังปรับปรุงให้ตัวกล้องนั้นลดเวลาหน่วงขณะกดชัตเตอร์ลดลงไปอีก 30% เพื่อให้ตามความเร็วที่ 18 fps ของตัวกล้องในโหมด ProCapture ได้ทันท่วงทีอีกด้วย นอกจากนี้ระบบกันสั่นที่เซ็นเซอร์ยังได้ถูกพัฒนาให้รองรับการสั่นไหวได้มากขึ้นเป็น 5.5 stop อีกด้วย
กล้อง OM-D E-M1 Mark II ตัวนี้ ยังเป็นกล้องตัวแรกของ Olympus ที่มาพร้อมกับการบันทึกวีดีโอในระดับ 4K UHD (16:9) ที่ 30, 25 และ 24fps และยังนำหน้ากล้องคู่แข่งรายอื่นๆ ด้วยการใส่โหมด Cinema 4K (21:16) เข้ามาอีกด้วย พร้อมการบันทึกในระดับ 237mbps ที่ให้เนื้อวีดีโอละเอียดสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เหมาะกับการใช้งานในระดับมืออาชีพอีกด้วย
นอกจากนี้กล้อง E-M1 Mark II ยังคงมาพร้อมกับความสามารถในการถ่ายภาพแบบพิเศษ ที่เป็นลูกเล่นประจำกล้องของ Olympus อย่าง High Res Shot ที่ให้ภาพความละเอียดสูงถึง 50 ล้านพิกเซล ด้วยการถ่ายภาพซ้ำพร้อมขยับเซ็นเซอร์ หรือ Live Composite และ Live Bulb ที่ช่วยให้คุณเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายภาพด้วยการเปิดรับแสงนานๆ หรือ Focus Stacking สำหรับการถ่ายภาพมาโครที่ต้องการความชัดลึกเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นจุดขายโดยเฉพาะของ Olympus ที่ทำให้การสร้างสรรค์ภาพถ่ายของคุณ สะดวก และมีประสิทธิภาพพอที่จะสามารถใช้งานได้อย่างจริงจังอีกด้วย

เจาะคุณสมบัติของกล้อง…
Olympus OM-D E-M1 Mark II
มาดูคุณสมบัติหลัก ๆ ที่น่าสนใจของกล้องตัวนี้
• แฟลชป๊อปอัพที่เคยมีอยู่บนกะโหลกของ E-M1 นั้น ได้หายไปใน E-M1 Mark II แต่คุณจะได้แฟลช FL-LM3 ตัวเล็ก ซึ่งอยู่ใน ชุด•กล้องมาใช้แทน
• ช่องมองภาพของกล้อง E-M1 Mark II นั้น มีความละเอียดเท่าเดิม แต่เพิ่มความเร็วในการตอบสนองมากขึ้นเป็น 120fps พร้อมความสามารถในการใช้ทัชสกรีนเลือกจุดโฟกัส
• ด้านข้างซ้ายของตัวกล้องนั้น มาพร้อมกับช่องต่อไมค์, หูฟัง, HDMI และ USB3.0 แถมยังมีช่องสำหรับสาย sync ของแฟลช อยู่ใกล้ๆ อีกด้วย
• หน้าจอทัชสกรีนขนาด 3นิ้ว แบบกางพับออกและหมุนได้รอบทิศทางช่วยเพิ่มความสะดวกคล่องตัวได้อย่างดี
• บอดี้กล้องใหญ่และหนาขึ้นเล็กน้อย กริ๊ปมีขนาดใหญ่ขึ้น ปุ่มและแป้นต่างๆ ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในที่เดิม เพิ่มเติมคือการปรับตำแหน่ง และรายละเอียดต่างๆ ให้ใช้งานได้ดีขึ้น
• กล้อง E-M1 Mark II มาพร้อมกับช่องใส่เมมโมรี่การ์ดแบบ SD ถึง 2 ช่อง โดยช่องแรกจะรองรับ UHS-II ที่มีความไวสูง ส่วนช่องที่สองจะยังคงเป็นแบบ UHS-I

E-M1MarkII-BLK_back

คุณภาพการผลิต
กล้อง E-M1 Mark II ยังคงรักษาเอกลักษณ์หน้าตาที่คล้ายกับรุ่น E-M1 อยู่เช่นเคย ด้วยสันเหลี่ยมที่คุ้นเคย แต่เมื่อสังเกตดีๆแล้วก็จะพบว่า ตัวบอดี้กล้องตัวใหม่นั้นจะใหญ่ขึ้นกว่าตัวเดิมอยู่เล็กน้อยและมีน้ำหนักที่มากขึ้นกว่าเดิมอีกนิดนึง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมากจากการเพิ่มช่อง SD เป็น 2 ช่อง และแบตเตอร์รี่ที่มีความจุมากขึ้น แต่จากการจับถือและใช้งานแล้วแทบไม่ได้รู้สึกความต่างจากตัวเดิมมากนักเพราะตำแหน่งของปุ่มและแป้นต่างๆ นั้น ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม แถมขนาดใหญ่ขึ้นนี้ ก็ดูเป็นเรื่องดีกับการใช้งานร่วมกับเลนส์ขนาดใหญ่อย่าง M.Zuiko 25 มม. f/1.2 และ M.Zuiko 12-100 มม. f/4 ที่เพิ่งออกมาใหม่ด้วยอย่างมาก เพราะดูจะช่วยให้กระชับมือมากขึ้นกว่าเดิม
คุณภาพของวัสดุและคุณภาพในการผลิตนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้กล้องในตระกูล OM-D ได้รับความชื่นชมและประสบความสำเร็จอยู่เสมอมา โดยกล้อง E-M1 Mark II ยังคงใช้โครงสร้างบอดี้ผลิตจากแมกนีเซียมอัลลอยด์ที่แข็งแรง ทนทาน พร้อมได้รับการซีลป้องกันฝุ่นและละอองน้ำมาอย่างแน่นหนา อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้ที่อุณหภูมิ -10 องศาเซลเซียสได้อย่างสบาย ช่วยให้คุณสามารถพากล้องตัวนี้ไปใช้ ในสถานการณ์ที่ต้องการความสมบุกสมบันได้อย่างมั่นใจ
ปุ่มกดและแป้นหมุนต่างๆ ของกล้อง OM-D E-M10 Mark II ตัวนี้ ยังคงไม่มีการปรับเปลี่ยนไปจากกล้องรุ่นพี่ไปมากนัก จะมีการย้ายที่เห็นชัดก็เพียงแค่ปุ่ม Menu ที่ถูกย้ายมาอยู่ด้านบนของปุ่มดูภาพ แต่ด้วยตัวกล้องที่ใหญ่ขึ้น เลยทำให้มีพื้นที่สำหรับวางปุ่มได้มากขึ้น การปรับตำแหน่งของปุ่มแบบเล็กน้อยใน E-M1 Mark II นี้ เลยสร้างความสะดวกในการใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งจากที่พักนิ้วโป้งด้านหลังกล้องที่ยาวและนูนขึ้น รวมถึงตำแหน่งของแป้นควบคุม 4 ทิศ ที่ขยับมาอยู่ในระดับที่เหมาะมือมากขึ้นนั่นเอง

E-M1MarkII-BLK_front_LCD-180_frontside_M12-40mmf28-BLK

สิ่งหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนออกไป ซึ่งในครั้งแรกแล้วหลายคนอาจจะยังไม่เห็นก็คือในครั้งนี้กล้อง OM-D E-M1 Mark II ไม่มีแฟลชป๊อปอัพติดบนหัวกระโหลกกล้องแล้ว แต่คุณจะได้แฟลชเสริมขนาดเล็ก (FL-LM3) แยกออกมาอยู่ในชุดกล้องของคุณ ซึ่งตัวแฟลชสามารถปรับเงยขึ้นได้ 90 องศา และหมุนได้ 180 องศา โดยให้กำลังไฟที่ GN9 และยังสามารถใช้สั่งการแฟลชแบบไร้สายได้อีกด้วย
ช่องมองภาพของกล้อง E-M1 Mark II นั้น ยังคงมีขนาด และความละเอียดเท่ากับของเดิม ซึ่งยังสามารถใช้งานได้อย่างสบายตา เหมือนกับช่องมองภาพแบบกระจกสะท้อน แต่ยังมีความสามารถในการเห็นภาพที่จะบันทึกและเอฟเฟคท์ต่างๆ ได้เหมือนกับช่องมองภาพอิเลคโทรนิกส์เหมือนเคย ส่วนหน้าจอทัชสกรีนด้านหลังนั้น ก็ยังคงมีขนาดและความละเอียดเท่ากันกับตัวเดิมเช่นกัน เพียงแต่เปลี่ยนแกนยึดจอใหม่ ให้เป็นแบบปรับมุมได้รอบทิศทางได้แล้ว แทนที่จะแค่ก้ม-เงยเหมือนตัวก่อน และยังคงการตอบสนอง และความสามารถในการใช้งานกับการควบคุม และเข้าถึงเมนูต่างๆ ได้เป็นอย่างดีตามสไตล์ Olympus เหมือนเคยอีกด้วย

ประสิทธิภาพการทำงาน
ด้วยเซ็นเซอร์ภาพความละเอียดขนาด 20.4 ล้านพิกเซลของ Olympus ตัวนี้ ได้รับการพิสูจน์ และการยอมรับถึงประสิทธิภาพไปแล้ว เมื่อตอนที่ใช้งานกับ Pen-F และเมื่อมาอยู่ในกล้อง E-M1 Mark II แล้ว ก็ยังได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพให้มีจัดการกับ Noise ให้ดีขึ้นและเมื่อผสานเข้ากับการทำงานของชิพประมวลผล TruePic VIII ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ด้วยแล้วทำให้มีการถ่ายทอดสีสันของช่วงโทนต่างๆ ได้กว้างมากขึ้น และเก็บบันทึกรายละเอียดต่างๆได้อย่างยอดเยี่ยม จากการที่ตัวเซ็นเซอร์นั้นมีการจัดการกับ Noise ที่ดีกว่าเดิมมาก ทำให้สามารถนำไฟล์ภาพที่ได้นั้น ไปใช้พิมพ์ภาพขนาดใหญ่ได้อย่างสบายๆ โดยปกติแล้ว กล้องที่ใช้เซ็นเซอร์แบบ Micro Four-Third มักเลี่ยงที่จะไม่ใช้งานความไวแสงที่สูงมากๆ เนื่องจากจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด Noise ในภาพขึ้นมา แต่หลังจากที่ลองใช้ E-M1 Mark II ตัวนี้แล้ว กลับทำให้เรากล้าใช้ความไวแสงที่สูงขึ้นถึง ISO 3200 หรือ ISO 4000 ได้อย่างสบายใจ ในส่วนของระบบวัดแสง และระบบไวท์บาลานซ์อัตโนมัติของกล้อง E-M1 Mark II ก็ยังมีการทำงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยสามารถให้ภาพที่มีค่าการเปิดรับแสงที่ถูกต้องแม่นยำ อีกทั้ง ยังสามารถเก็บช่วงโทนภาพที่บันทึกได้ค่อนข้างกว้างขึ้นกว่าเดิมมาก ทำให้ได้ภาพที่มีรายละเอียดครบสวยงาม แม้ใช้งานภายใต้สภาพแสงที่มีความเปรียบต่างสูงก็ตาม และที่สำคัญยังคงให้สีสันที่น่าประทับใจ ตามสไตล์กล้องของ Olympus อีกด้วย
กล้อง E-M1 Mark II ใช้ระบบออโต้โฟกัสแบบ Dual F.A.S.T. AF หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นระบบที่ใช้งานร่วมกันทั้งแบบ Contrast และ Phase Detection ที่เป็นแบบ Cross-type ทั้ง 121 จุด ที่กระจายอยู่ทั่วทั้งเฟรมของภาพ ซึ่งดูจากตัวเลขแล้ว มันอาจจะดูไม่น่าตื่นเต้นเท่ากล้องระดับ APS-C เท่าไหร่ แต่ด้วยความที่เซ็นเซอร์ Micro Four-Third นั้นมีขนาดเล็กกว่า เลยทำให้มันมีความครอบคลุมที่เทียบกันแล้วถือว่าละเอียดกว่ามาก ช่วยให้สามารถล็อกโฟกัสไปที่ตัวแบบได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ได้ทั้งในสภาพแสงมาก และแสงน้อยได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นการใช้งานร่วมกันของทั้ง 2 ระบบ
อีกความสามารถหนึ่งที่ควรคู่กับออโต้โฟกัสประสิทธิภาพสูงนี้คือ ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง ที่เหนือกว่ากล้อง DSLR เกือบทุกตัว ด้วยความเร็วที่สูงถึง 18 เฟรมต่อวินาที พร้อมระบบออโต้โฟกัสแบบติดตามวัตถุ ด้วยชัตเตอร์กลไกในตัวกล้อง และที่ 60 เฟรมต่อวินาที ด้วยชัตเตอร์ไฟฟ้า และยังสามารถบันทึกภาพแบบ RAW ได้อีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้คุณได้จังหวะที่ดีที่สุดของเหตุการณ์นั้นโดยยังคงคุณภาพของไฟล์เอาไว้ได้ และยังมีโหมด Pro Capture ที่จะช่วยบันทึกภาพ 14 ภาพก่อนหน้าที่คุณจะกดปุ่มชัตเตอร์ และหลังจากกดไปแล้วอีก 11 ภาพด้วย ช่วยให้คุณไม่พลาดจังหวะสำคัญของเหตุการณ์นั้นไปได้อย่างแน่นอน
ระบบกันสั่นแบบ 5 แกน ที่เป็นจุดขายของกล้อง Olympus นี้ ก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ใช้งานได้ดีขึ้นกว่าเดิมเป็น 5.5stop ซึ่งจะทำให้คุณสามารถถือกล้องด้วยมือแล้วถ่ายไฟแช่เป็นเวลา 2 วินาทีได้ โดยที่ไม่มีการสั่นไหว หรือจะเห็นผลชัดมากในการถ่ายวีดีโอด้วยมือเปล่าที่คุณจะสามารถซูมสุดเลนส์ที่ 200 มม. และได้ภาพเหมือนกับใช้ขาตั้งกล้องกันเลยทีเดียว หรือการถือกล้องแล้วเดินถ่ายก็ทำให้ได้ภาพที่นุ่มนวลมากขึ้นจนสามารถยอมรับได้ เมื่อรวมกับจอที่หมุนได้รอบทิศทาง ช่องต่อไมค์โครโฟนและ HDMIแล้ว E-M1 Mark II นี้ ก็สามารถกลายเป็นกล้องสำหรับ Vlog ประสิทธิภาพสูง หรือกล้องสำหรับการ Live คุณภาพดี ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานวีดีโอในยุคสมัยนี้อยู่มากทีเดียว
การบันทึกวีดีโอความละเอียดระดับ 4K นั้น ทาง Olympus ก็เปิดตัวได้อย่างไม่น้อยหน้าใคร เพราะนอกจากจะมีโหมดวิดีโอแบบ 4K UHD ที่มีสัดส่วน 16:9 ตามกล้องส่วนใหญ่แล้วกล้อง E-M1 Mark II ยังมาพร้อมกับโหมด Cinema 4K ที่เป็นสัดส่วน 21:16 เหมือนกับในโรงภาพยนตร์อีกด้วย ซึ่งให้ภาพที่กว้างกว่า 4K ปกติอีกเล็กน้อย ซึ่งเมื่อรวมกับช่องต่อไมค์, HDMI, ระบบออโต้โฟกัสตอนใช้งานวีดีโอ และระบบกันสั่น 5 แกนในตัวกล้อง ทำให้กล้อง E-M1 Mark II จัดเป็นกล้องที่รองรับการถ่ายวีดีโอประสิทธิภาพสูงได้อย่างน่าประทับใจ และจัดว่าครบเครื่องมากที่สุดในขณะนี้

บทสรุป
กล้อง Olympus OM-D E-M1 Mark II นั้น ยังคงรักษาตำแหน่งกล้องเรือธงรุ่นใหญ่เอาไว้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ เช่นเดียวกับที่กล้องรุ่น E-M1 ได้ทำมา แม้ว่าจะมีหน้าตาที่ดูไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก แต่การอัพเกรดในหลายๆส่วนแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของ Olympus ที่ต้องการสร้างสรรค์กล้องที่ดีที่สุดออกมาทุกครั้ง ทั้งเรื่องกริ๊ปที่หนาขึ้น เพื่อรองรับการใช้เลนส์ขนาดใหญ่ จนไปถึงจอทัชสกรีนด้านหลังที่เปลี่ยนเป็นแบบหมุนได้รอบทิศทาง รวมถึงเรื่องภายในอย่าง คุณภาพของภาพที่ได้จากการพัฒนาเซ็นเซอร์ตัวใหม่ และประสิทธิภาพในการใช้งาน โดยเฉพาะในเรื่องของความเร็วที่แซงหน้ากล้อง DSLR ไปหลายตัว จนทำให้เราต้องกลับมาคิดทบทวนอีกครั้งว่า “กล้องใหญ่กว่านั้น ยังคงเป็นกล้องที่ดีกว่า” อยู่อีกหรือไม่?
กล้อง OM-D E-M1 Mark II ตัวนี้จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยขีดความสามารถอันยอดเยี่ยม ทั้งในด้านการออกแบบ และคุณภาพการผลิตไปจนถึงประสิทธิภาพการใช้งานที่ถูกบรรจุมาแบบอย่างเต็มที่ ทำให้โดดเด่นทั้งในด้านการใช้งานที่คล่องตัว ความเร็วในการบันทึกภาพ การโฟกัสภาพที่ฉับไวแม่นยำ และโหมดวิดีโอคุณภาพสูง สมกับเป็นกล้องรุ่นท็อประดับโปรจาก Olympus ได้อย่างสมศักดิศรี

Comments are closed.