MENU
travel

เที่ยวเมืองเก่าเล่าประวัติศาสตร์

“ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา” เป็นคำขวัญประจำจังหวัดของพระนครศรีอยุธยา เมืองหลวงเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าและน่าจดจำ เพราะที่นี่คือศูนย์กลางการปกครองของไทยในอดีตที่มีอายุยืนยาวที่สุดถึง 417 ปี

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน ซึ่งที่นี่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วัดวาอาราม พระราชวังต่างๆ ตลาดบก ตลาดน้ำ หรือแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเมืองเก่าแห่งนี้ เมืองที่ได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นมรดกโลก เมื่อ พ.ศ.2534

3-4

โดยสถานที่ท่องเที่ยวที่เราหยิบยกมาแนะนำเหล่านี้ล้วนแต่มีเสน่ห์และคุ้มค่าแก่การเดินทางไปสัมผัสเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกที่เราภูมิใจนำเสนอ ได้แก่ ‘วัดใหญ่ชัยมงคล’ ซึ่งถือว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุด และเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากที่สุดวัดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงเป็นธรรมดาที่จะพบเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมายังวัดแห่งนี้ จุดสนใจของวัดใหญ่ชัยมงคลนี้ คือ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมไปถึงสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น และเจดีย์ที่สูงที่สุดในอยุธยา ด้านหลังวัดมีตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ให้ผู้นับถือศรัทธาเข้ามากราบไหว้ นอกจากนี้บริเวณ รอบๆ ยังมีสวนหย่อมที่สวยงามให้พักผ่อนอีกด้วย

          วัดที่ขึ้นชื่ออีกแห่งของอยุธยาคือ ‘วัดพนัญเชิงวรวิหาร’ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำป่าสักไปทางด้านทิศใต้ฝั่งตรงข้ามของเกาะเมือง ห่างจากตัวเมืองราว 5 กิโลเมตร

วัดนี้เป็นวัดที่มีประวัติอันยาวนาน ก่อสร้างก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา และไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามหนังสือพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง และพระราชทานนามว่า วัดเจ้าพระนางเชิง และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์กล่าวไว้ว่า ได้สถาปนาพระพุทธรูปพุทธเจ้าพแนงเชิง เมื่อปี พ.ศ.1867 เพื่อเป็นประธานในพระวิหารของวัด

6-3

พระพุธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยา หน้าตักกว้าง 20 เมตรเศษ สูง 19 เมตร เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ฝีมือปั้นงดงาม ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อคราวพระนครศรีอยุธยาจะเสียแก่ข้าศึกนั้น พระพุทธรูปองค์นี้มีน้ำพระเนตรไหลออกมาจากพระเนตรทั้งสองข้างเป็นที่น่าอัศจรรย์ เคยได้รับความเสียหายในสมัยเสียกรุง แต่ก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาโดยตลอด จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าให้บูรณะใหม่หมดทั้งองค์ และพระราชทานนามใหม่ว่า พระพุทธไตรรัตนนายก หรือที่รู้จักกันในหมู่พุทธศาสนิกชนชาวไทยเชื้อสายจีนว่า หลวงพ่อซำปอกง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า หลวงพ่อโต เป็นที่รักเคารพแก่ผู้คนมากมาย โดยเฉพาะในวันหยุดจะมีผู้คนหลั่งไหลจากทั่วสารทิศเดินทางมาสักการะกันอย่างเนืองแน่นเต็มบริเวณวัด

3-1

จากวัดพนัญเชิงวรวิหาร เราจะพาคุณไปเที่ยว ‘วัดมหาธาตุ’ ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดของเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา วัดมหาธาตุเป็นวัดที่มีความสำคัญยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมธาตุใจกลางพระนคร และยังเป็นที่พำนักของสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายคามวาสีอีกด้วย วัดแห่งนี้จึงได้รับการก่อสร้างและดูแลตลอดเวลาจวบจนถูกทำลายลงหลังเสียกรุงครั้งที่ 2  วัดมหาธาตุตั้งอยู่เชิงสะพานป่าถ่าน ทางทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ์ พงศาวดารบางฉบับกล่าวว่า วัดนี้สร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ต่อมาเมื่อ พ.ศ.1927 สมเด็จพระราเมศวรโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัด
พระปรางค์วัดมหาธาตุ ถือเป็นปรางค์ที่สร้างในระยะแรกของสมัยอยุธยา ได้รับอิทธิพลจากปรางค์ขอม ชั้นล่างก่อสร้างด้วยศิลาแลง แต่ที่เสริมใหม่ตอนบนเป็นอิฐถือปูน สมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้ทรงปฏิสังขรณ์พระปรางค์ใหม่โดยเสริมให้สูงกว่าเดิม แต่ขณะนี้ยอดพังลงมาเหลือเพียงชั้นมุขเท่านั้น จึงเป็นที่น่าเสียดายเพราะมีหลักฐานว่าเป็นปรางค์ที่มีขนาดใหญ่มาก และก่อสร้างอย่างวิจิตรสวยงาม

เมื่อ พ.ศ.2499 กรมศิลปากรได้ขุดแต่งพระปรางค์แห่งนี้ พบของโบราณหลายชิ้น ที่สำคัญคือ ผอบศิลา ซึ่งภายในมีสถูปซ้อนกัน 7 ชั้น แบ่งออกเป็น ชิน เงิน นาก ไม้ดำ ไม้จันทร์แดง แก้วโกเมน และทองคำ ชั้นในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องประดับอันมีค่า ปัจจุบันพระบรมสารีริกธาตุนำไปประดิษฐานไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

3-6

สิ่งที่น่าสนใจในวัดมหาธาตุอีกอย่างคือ เศียรพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งมีรากไม้ต้นโพธิ์ปกคลุมอยู่ โดยเศียรพระพุทธรูปนี้ เป็นพระพุทธรูปหินทรายเหลือแค่ส่วนเศียร สำหรับองค์พระนั้นหายไป และเป็นเศียรพระพุทธรูปศิลปะอยุธยาวางอยู่ในรากโพธิ์ข้างวิหารราย ทั้งนี้ แอเข้าใจว่าเศียรพระพุทธรูปนี้จะหล่นลงมาอยู่ที่โคนต้นไม้ในสมัยเสียกรุง จนรากไม้ขึ้นปกคลุมทำให้มีความงดงามแปลกตา ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติแวะเวียนมาถ่ายภาพเศียรพระพุทธรูปหินทรายนี้กันเป็นจำนวนมาก

1-2

          จากนั้นเราพาไปเที่ยวกันต่อยัง ‘พุทธอุทยานมหาราช’ โดยโครงการนี้ตั้งอยู่หลักกิโลเมตรที่ 44 ทางหลวงหมายเลข 32 (ถนนสายเอเชีย) ตำบลบ้านใหม่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บนรอยต่อของอำเภอบางปะหันและอำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อเนื่องกับอำเภอป่าโมกและอำเภอเมืองฯ จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์เส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงได้ชื่อว่าพุทธอุทยานมหาราช เพื่อความเป็นสิริมงคลคุณวัชพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ประธานมูลนิธิพระเทวราชโพธิสัตว์ ผู้ก่อตั้ง ได้ซื้อที่ดินจำนวน 200 ไร่ และได้สร้างรูปเหมือนสมเด็จหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดขนาดหน้าตักกว้าง 24 เมตร ความสูงรวมฐาน 51 เมตร สร้างจากปูนหุ้มสัมฤทธิ์เคลือบสีทองทั้งองค์ ซึ่งจัดว่าเป็นรูปเหมือนพระสงฆ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

จากนั้นขอชวนทุกท่านมากราบสักการะพระมงคลบพิตรกันที่ ‘วิหารพระมงคลบพิตร’ ซึ่งเป็นวัดโบราณสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยที่ตั้งของวัดมงคลบพิตรและพระราชวังโบราณตั้งอยู่ติดกัน นักท่องเที่ยวจึงนิยมเข้ามานมัสการหลวงพ่อมงคลบพิตรก่อนจะเข้าชมพระราชวังโบราณ และบริเวณทางด้านหน้าวิหารวัดพระมงคลบพิตรมีร้านค้าตั้งเรียงรายมากมายหลายร้าน จำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นเมืองแทบทุกชนิด เช่น ปลาตะเพียน เครื่องจักสานเครื่องหวาย มีดอรัญญิก ผลไม้กวน และขนมชนิดต่างๆ เหมาะสำหรับผู้สนใจซื้อสินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึกต่างๆ

ส่วนประวัติของพระมงคลบพิตรนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานชัดว่าสร้างในรัชกาลใด สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น เพราะพระพักตร์แม้จะมีลักษณะค่อนข้างเป็นวงรี แต่ก็ยังคงเห็นเค้าพระพักตร์เป็นเหลี่ยมอยู่ ซึ่งเป็นพุทธลักษณะแบบอยุธยาตอนต้น เมื่อพิจารณาถึงเส้นพระขนงที่โค้ง ก็จะพบว่าเป็นศิลปะที่ผสมผสานกับศิลปะสุโขทัยอีกด้วย องค์พระก่อด้วยอิฐแล้วหุ้มสำริดแผ่น นับเป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของไทย
หลังจากอิ่มบุญอิ่มใจกันแล้ว เราแวะไปปิดทริปกันที่ ‘ตลาดโก้งโค้ง’ เพื่อหาซื้อของขวัญของฝากกันดีกว่า

4-34-2

ตลาดโก้งโค้งตั้งอยู่บริเวณบ้านแสงโสม ตำบลขนอนหลวง ซึ่งในอดีตเป็นด่านขนอน และเป็นสถานที่ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้านานาชนิด ทั้งสินค้าในชุมชนและสินค้าที่มาจากต่างเมือง ส่วนคำว่า ตลาดโก้งโค้ง มาจากการที่คนขายสินค้าจะนั่งอยู่บนพื้นดิน คนที่มาซื้อจะต้องโก้งโค้ง เพื่อเลือกดูของที่ตนสนใจ การโก้งโค้งของคนไทยนั้น ทำได้สุภาพ นุ่มนวล เป็นกิริยาที่แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน ภาพการซื้อขายจะเต็มไปด้วยอัธยาศัยไมตรีระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย

จุดเด่นของที่นี่คือพ่อค้าแม่ค้าจะแต่งตัวชุดไทยแบบชาวบ้าน พร้อมทั้งติดป้ายชื่อ ส่วนสินค้าที่นำมาขายก็จะเป็นสินค้าของชุมชนที่ทำขึ้นมาขายด้วยใจ เป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนเพื่อให้คนในพื้นที่มีงานทำ

นอกจากนี้ชาวตลาดยังมีประเพณีที่ทำกันเป็นประจำคือการรำวงกลองยาวถวายพ่อปู่แสงโสมและสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทุกเช้าเวลา 10.00 น.และยังมีการทำบุญตักบาตรเหรียญวันอาทิตย์ต้นเดือนของทุกเดือนอีกด้วย คนที่ไปเที่ยวตลาดสามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ และหากไปเที่ยวเป็นหมู่คณะแล้วมีการแจ้งให้ทราบก่อน จะมีขบวนกลองยาวคอยต้อนรับ คึกคักจนอดใจไม่ไหว ต้องเข้าไปร่วมวงรำด้วย

ตลาดโก้งโค้งจะเปิดตลาดสัปดาห์ละ 4 วัน ตั้งแต่วันพฤหัสบดี-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลาประมาณ 09.00-16.00 น.

Comments are closed.